เลี้ยงเด็กรุ่น apps

เป็นพ่อแม่ยุคนี้คงต้องไล่ตามแก็ดเจ็ทและแอพพลิเคชั่นทั้งหลายให้ทัน เพื่อการเรียนรู้อย่างถูกทิศทางของลูก

 

อันเนื่องมาจากคำขวัญวันเด็กประจำปี 2555 โดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ว่าด้วย  “สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” และนโยบายแจกแทบเล็ตเด็กประถมเมืองไทย ‘จุดประกาย’ เปิดมุมมองจากฝั่งผู้ปกครองและผู้ห่วงใยสาธารณะ ถึงสภาพการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยได้ใกล้ชิดเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

 ขณะที่ความห่วงใยในการดำเนินนโยบายสาธารณะ แจกอุปกรณ์ไอทีให้ถึงมือเด็กทั่วประเทศ อาจจะมีการปรับพื้นฐานความรู้ ซึ่งตัวแทนสำนักงานการศึกษาพื้นฐานชี้ว่า ทางออกที่สำคัญสำหรับการปรับตัวสู่โลกไฮเทคของไทย ต้องอยู่ที่การเรียนรู้ของทั้งครู ผู้ปกครอง เรียนไปพร้อมๆ กับเด็ก ในระดับชาตินั้นทางองค์กรรับผิดชอบได้มองถึงแผนการจัดอบรมและนำเอาเทคโนโลยีมาใส่ในชีวิตประจำวันของผู้ปกครอง


 ”เราต้องทำให้มันเกิดประโยชน์ ไม่ใช่ให้มันเกิดโทษ เนื้อหาที่เคยเป็นหนังสือ กลายมาเป็นรูปแบบอย่างนี้ เรียนรู้การใช้นอกจากเรียนรู้เทคโนโลยีแล้วยังเรียนรู้การหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ตัวเอง ซึ่งจะมีมากกว่าสมัยก่อน สมัยก่อนหาในห้องสมุด ในหนังสือ  แต่ถ้ารู้การใช้แทบเล็ต เขาจะมีทักษะในการหาข้อมูลจากโลกภายนอก ต้องสอนให้นักเรียนวิเคราะห์เป็น เพราะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต มีทั้งข้อมูลที่เชื่อได้-เชื่อไม่ได้ ก็ต้องรู้จักวิเคราะห์ว่าข้อมูลไหนที่ควรเชื่อ-ไม่ควรเชื่ออย่างไร” ประวิทย์  ลี่สถาพรวงศา ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในงานเสวนา “สังคมไทยควรเตรียมการอย่างไร..เพื่อให้เด็กไทยเท่าทันโทรคมนาคม”  เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2555 ณ หอประชุม สำนักงานกสทช.

 ”เราจะตามผลที่เราทำได้อย่างไร การเรียนรู้ไม่เท่ากัน โรงเรียนเป็นสิ่งสำคัญ ทางบ้านก็สำคัญด้วย ต้องช่วยกัน”
 ตัวอักษรจะเปลี่ยน platform จากหน้ากระดาษไปอยู่ในอุปกรณ์ดิจิทัล กิจกรรมว่าด้วยความรู้ และสันทนาการก็ถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของแอพพลิเคชั่น จากการที่ platform หลากหลาย ทั้งในอุปกรณ์มือถือสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์พกพา และแท็บเล็ต  ความสะดวกสบายและทันสมัย ดูจะเป็นความพอใจของพ่อแม่รุ่นใหม่

 ”คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ เลี้ยงลูกด้วย Smart device คือมาซื้อเครื่องเรา (ซัมซุง) ไปเครื่องหนึ่งจอโตๆ เลย 10.1 นิ้ว แล้วลงเกมที่ไม่มีภาพการฆ่ากัน ไม่มีสีเลือด เช่น เกม Angry Bird อะไรแบบนี้ หรือแอพสอน ABCD (ของต่างประเทศ) ไปด้วย ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่จะต้องจำกัดเวลาเล่นเพราะถ้าเด็กติด เด็กก็จะไม่ไปทำกิจกรรมที่ได้ออกกำลังกายร่วมกับเพื่อนๆ อันนี้ขำๆ นะ แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพ่อแม่สมัยนี้ เพราะพอลูกร้อง เอาพวก smart device ให้ปุ๊บ เงียบเลย” จักรพงษ์ คงมาลัย ผู้จัดการฝ่ายโซเชียล มีเดีย บริษัทไทยซัมซุงอีเลคทรอนิกส์ จำกัด ตั้งข้อสังเกต

 ขณะที่ ประสบการณ์ตรง ของ คุณแม่วัยสามสิบต้น ธุวรักษ์ ปัญญางาม  กับ น้องมิวมิว- ชนกานต์ ตั้งอิทธิโภไคย ลูกสาววัย 4 ขวบ สารภาพว่า ได้ใช้อุปกรณ์ไอทีเพื่อประโยชน์ในการดูแลลูกสาว

 ”หลังจากลาออกจากงานประจำ มาทำงานด้านเวบไซต์ (ทำให้ต้องตามติดเทรนด์ออนไลน์ gadget ต่างๆ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน) เมื่อมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำงานไม่เป็นเวลาเช่นกัน ใน 1 วัน มี 24 ชม. ทุกเวลาสามารถเป็นเวลางานได้หมด  แล้วอุปกรณ์ทั้งหลายที่มีซื้อมาไว้ใช้ทำงานของตัวเอง แต่พอถึงเวลาที่งานยุ่งๆ ต้องรีบเคลียร์ให้เสร็จ ก็ต้องใช้ตัวช่วยบ้างเหมือนกัน งัด device ออกมา ช่วยถ่วงเวลาลูกไม่ให้มายุ่งกับเรา แล้วจะได้รีบทำงานให้เสร็จๆ มีเวลาให้ลูกเต็มที่ (เลี้ยงลูกเองตลอด ไม่มีพี่เลี้ยง) แต่ก็เพิ่งมาให้เล่นบ้างตอนสามขวบเป็นต้นมานี่แหละ ก่อนหน้านั้นคิดว่ายังเล็กเกินไป”

 ประโยชน์อีกประการที่ ธุวรักษ์พบว่า เทคโนโลยีช่วยเลี้ยงลูกได้อย่างไร ในสถานการณ์คุณแม่เลี้ยงลูกไปทำงานไป และต้องออกนอกสถานที่อย่างเลี่ยงไม่ได้

 ”จะงัดอุปกรณ์พวกนี้ (มือถือ แท็บเล็ต) ออกมาใช้เวลาที่ต้องรอคอยอะไรนานๆ ในสถานที่ ที่ไม่เหมาะกับเด็ก ประเภทห้ามเด็กวิ่งซน  (อย่าถามว่าสถานที่ไม่เหมาะกับเด็กวิ่งซน แล้วเอาลูกไปทำไม อย่าลืมว่าเลี้ยงลูกเอง ไม่มีคนให้ฝากนะคะ) ของพวกนี้ก็ช่วยยืดเวลาได้นิดหนึ่ง บางคนอาจจะมองว่าแหม เอะอะก็ควักเกมส์ออกมาให้ลูกเล่น แทนที่จะใช้เวลาเหล่านี้ชวนลูกคุย ชี้นก ชมไม้ ฝึกความอดทน ฝึกการรอคอย สอนลูกเข้าไปสิ (อย่าลืมว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน) หารู้ไม่ว่าสำหรับบ้านเรานะ บ้านอื่นไม่รู้ เวลานอกบ้านที่เราหยิบยืนสิ่งเหล่านี้ให้ เพื่อฆ่าเวลาแห่งการรอคอยที่น่าเบื่อของเด็กๆ ไม่ให้ไปซน รบกวนส่วนรวม และเราจะได้พักบ้าง เวลาอื่น ขับรถก็คุยกะลูก ว่างงานก็พาลูกเที่ยว เย็นๆ ก็พาไปออกกำลังกาย ดูคอนเสิร์ต เรียนดนตรี วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน ชวนกันเข้าครัว นี่คือเวลาอื่นๆ ที่เรามีกิจกรรมทำด้วยกันอีกเยอะแยะ”

 อย่าปล่อยเด็กเล็กๆ เล่นของพวกนี้ตามลำพัง  เป็นคติประจำใจของคุณแม่ ที่พึ่งเทคโนโลยี โดยที่เธอมีเคล็ดลับเพิ่มเติมว่า ก่อนจะให้ลูกได้สัมผัสสิ่งใด เธอจะทดสอบคุณภาพและความเหมาะสมก่อนเสมอ 

 ”แอพ ที่โหลดมาให้ลูก เราจะลองเล่นก่อนเสมอ ว่าเป็นยังไง อันไหนไม่เวิร์ค ก็ลบทิ้งไป ส่วนมาก จะเป็นหนังสือนิทาน (แน่นอนว่า ต้องพึ่งแม่อ่านให้ฟัง) บางอันก็มี interactive กดเล่นเองได้ บัตรคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ วาดรูป ระบายสี นิดหน่อยแอพทั้งหมด ไว้เล่นฆ่าเวลานอกบ้าน รถติด หรือรอแม่ทำงาน จริงๆ เราลองนึกภาพ ไปงานแต่งงาน หรือร้านอาหารบางร้านเด็กวิ่งกันชุลมุน กระโดด ตะโกน ทำลายบรรยากาศมาก เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ครั้นจะพก กระดาษ ปากกา ดินสอสี สมุดภาพ หนังสือนิทานไปด้วยทุกที่ก็ยังไงๆ อยู่ใช่ไหมคะ  (เคยทำตอนลูกเล็กๆ ) พอโตแล้ว ขนไม่ไหว ขอพก gadget อันเดียวพอ งัดออกมาเฉพาะตอนหมดมุข ลูกหมดความอดทนแล้วจริงๆ”

 แม้จะวางใจให้ลูกๆ ได้สัมผัสเทคโนโลยี แต่ธุวรักษ์ยอมรับด้านลบว่า

  “ของแบบนี้เหมือนดาบสองคมอย่างที่รู้ๆ กัน ใช้ให้ดีก็ดีไป app ต่างๆ โดยเฉพาะของเด็กมันตื่นตาตื่นใจมาก ขนาดเราๆ ผู้ใหญ่เห็นแล้วยังอยากเล่น  แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นของสำคัญ ขาดไม่ได้เด็กคนไหนไม่ได้เล่นแล้วจะโง่ ฉลาดไม่ทันคนอื่นนะ ทักษะอีกมากมาย(นับไม่ถ้วนที่ อุปกรณ์มือถือ แทบเล็ต ฯลฯ) เหล่านี้ให้ไม่ได้ เด็กต้องพัฒนาทักษะอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น กล้ามเนื้อ การเข้าสังคม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความกล้าแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์สารพัด อย่างที่รู้ๆ”

 ส่วนข้อเสียของการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ธุวรักษ์ มองว่า  “device เหล่านี้ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะเสกหรือปลุกอัจฉริยะภาพลูกได้ อาจจะได้ฝึกสายตา ความว่องไว ความคิด การแก้ปัญหา แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างตอบสนองด้วยปลายนิ้วสัมผัส กระดาษ ดินสอ สี สนามเด็กเล่น ดินทราย ต้นไม้ใบหญ้า น้ำเสียง อ้อมกอดจากพ่อแม่ ก่อให้เกิดปฏิกิริยา สีหน้า ท่าทาง แววตา ตอบสนองกันได้จริงๆ เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันหมด หาแอพไหนมาเทียบก็คงไม่มี”

 ในแง่ edutainment สำหรับคู่คุณพ่อวัยปลายสามสิบกับลูกชายวัย 12 ขวบ ที่มีข้อดีของการใช้เครื่องมือและแอพพลิเคชั่นในอุปกรณ์ไอทีมาบอกว่า

 ”ผมได้ใช้ทำการบ้าน ในการหาสูตรสมการบ้างครับ” ณธรณ์ เตชศรีสุธี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์กาเบรียล ที่คุณพ่อ สุรฉัตร เตชศรีสุธี (ประกอบธุรกิจส่วนตัว)  เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้อุปกรณ์ไอที ที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งแน่นอน ณธรณ์บอกว่า  แอพที่เขาชอบที่สุดคือ เกม และไม่ใช่เกมเพื่อการเรียนรู้อย่างเข้มข้น แต่การชี้แนะของผู้เป็นพ่อ ทำให้เขาสามารถใช้ประโยชน์ของแอพที่มีอยู่ได้

 ยกตัวอย่างเช่น “แอพสมาร์ทไบรท์ พ่อจะให้ผมฝึก เป็นเหมือนบททดสอบสมองที่ให้เราตอบคำถามและวัดผลได้ตอนนั้นเลย ซึ่งก็สนุกดีครับ”  และเด็กชายยังบอกว่า ถ้าเทียบกับการอ่านหนังสือแบบหน้ากระดาษแล้ว การอ่าน e-book ยังสะดวกสำหรับเขาทำให้เขาโฟกัสกับหน้าจอแทบเล็ตได้มากกว่า

 โดยณธรณ์บอกว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ อยู่ภายใต้การดูแลของพ่อ ซึ่งเขาจะได้รับอนุญาตให้ “เล่น” ได้หลังเวลาเลิกเรียนและช่วงหนึ่งถึงสองชั่วโมง

 ฝ่ายสุรฉัตร มองว่า อุปกรณ์แทบเล็ตเป็นเทคโนโลยีที่ปฏิเสธยาก และความคุ้มทุนมีมาก ถ้าหากรู้จักใช้ 

 ”อันที่จริงแทบเล็ตอันหนึ่งเราใช้มันเป็นทุกอย่างในชีวิตประจำวันได้เลยนะ เป็นนาฬิกาปลุก เป็นเครื่องคิดเลข เป็นเครื่องมือเปิดโลก”

 ส่วนการเข้ามามีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์พ่อ-ลูกยุคใหม่นั้น สุรฉัตรบอกว่า ในครอบครัวของเขา กลับเห็นว่า การใช้แทบเล็ตเล่นเกมกับลูก ในช่วงใช้เวลาพักผ่อน ก็ไม่ใช่ทางลบเสมอไป แต่เทคโนโลยีเอื้อให้เขาได้เล่นเกมเดียวกันในเวลาเดียวกัน “ขนาดของอุปกรณ์ที่มันกะทัดรัดก็ทำให้เราสามารถส่งต่อ ผลัดกันเล่นรอบๆ วงได้ ต่างจากยุคคอมพิวเตอร์ที่ต้องเล่นคนเดียว”

 นอกจากนี้ สุรฉัตร มองว่า “ข้อเสียก็คือ อย่างแรก เด็กต้องมุ่งเข้าหาเกมก่อน(แอพ)อื่นๆ แน่นอน ทีนี้เราคงต้องอาศัยการวางแผน น่าจะระดับนโยบายว่าจะใช้มันให้พอเหมาะพอควรอย่างไร อีกอย่าง เด็กนักเรียนทุกวันนี้แบกกระเป๋าหนักมาก ถ้าหากเทคโนโลยีมันเปิดและเข้าถึงมากขึ้น ต้องใช้ประโยชน์มันให้สูงสุด ถ้าเขาทำการบ้านส่งออนไลน์ได้ก็น่าจะดีกว่าให้เด็กแบกกระเป๋าหลังแอ่นไหมครับ หรือบางทีก็ผ่อนแรงเราเองได้เยอะ สมัยก่อนไปต่างจังหวัดต้องจนหนังสือแบบกระเป๋า เพื่อไปเตรียมสอนการบ้านหรือเป็นหนังสือนิทานสอนลูก แต่ตอนนี้มีแทบเล็ตเครื่องเดียวก็มีเนื้อหามากมาย แถมยังเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อีก”

 อย่างไรก็ตาม สุรฉัตรยังเสนอว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ที่เหมาะสำหรับเด็กยังเป็นภาคภาษาอังกฤษและเป็นผลงานแอพจากต่างประเทศ ซึ่งหากแอพดีๆ ของไทยมีมากเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีด้วย.

เลี้ยงเด็กรุ่น apps – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

Categories: home | Tags: , , , , | 169 Comments

Live in ‘จตุจักร’

แหล่งชอปปิงที่ใหญ่ที่สุดของไทยและเป็นที่รู้จักในฐานะของตลาดเปิดที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก

 

ไม่เฉพาะความหลากหลายของสินค้า แต่ ‘จตุจักร‘ คือบาทวิถีที่มีมนต์เสน่ห์อีกแห่งหนึ่งของเมืองกรุง

 สากกะเบือยันเรือรบ คือคำจำกัดความง่ายๆ ของตลาดนัดจตุจักร คนทั่วไปอาจรู้จักตลาดนัดแห่งนี้ในมุมที่เป็นตลาดขายของขนาดใหญ่ พื้นที่กว้างขวาง มีสินค้ามากมายให้เลือกซื้อหากันได้แทบทุกอย่าง หลายคนมองว่าตลาดแห่งนี้ก็เหมือนที่อื่นๆ คนเข้ามาหาซื้อสินค้าที่ต้องการแล้วกลับบ้าน จบ! แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนจตุจักรยืนยันว่าความเป็นจตุจักรแท้ๆ ไม่ใช่แค่ของเยอะ


 ภาพความวุ่นวายของแม่ค้าเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปมา เสียงโหวกเหวกโวยวายจากรถเข็นของตามทางเดิน หรือการพูดคุยต่อรองราคาของผู้ค้ากับลูกค้ามีให้เห็นและได้ยินอยู่ไม่ขาดเมื่อหลุดเข้ามาในโลกของจตุจักร ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยร้านรวงจัดเรียงตัวกันอย่างหนาแน่นไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการจัดโซนสินค้า ไม่มีเรียงลำดับราคา จึงต้องอาศัยการถามปากต่อปากกับพ่อค้าแม่ค้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอของที่ต้องการ เหมือนการผจญภัยนิดๆ จะเรียกว่าเป็น Adventure Market ก็ว่าได้


 วิถีการค้าขายแบบนี้เองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยากจะมาเยือนตลาดนัดจตุจักรสักครั้ง ทั้งๆ ที่เปิดให้บริการเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์หรือวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น แต่นักช้อปทั้งไทยและเทศก็ไม่ยอมพลาด ทว่าหากย้อนกลับไปในยุคแรกของจตุจักร ความคึกคักในการจับจ่ายแบบนี้แทบไม่มีให้เห็น

รุ่นบุกเบิก


 ผู้ค้าดั้งเดิมที่ขายของในยุคแรกๆ เรียกว่าขายกันมาตั้งแต่อยู่สนามหลวงก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของจตุจักรด้วย เนื่องจากสมัยนั้นทางการสั่งย้ายร้านค้าและแผงหนังสือทั้งหลายในสนามหลวงให้ย้ายมาที่ตลาดนัดแห่งใหม่ พวกเขาจึงมาลงหลักปักฐานกันที่จตุจักร จากวันแรกถึงวันนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้ว


 ดนัย ซึ้งสุนทร เจ้าของร้านหนังสือมือสองดิลกบุ๊ค โครงการ 1 เป็นหนึ่งในร้านค้าเก่าแก่ที่เปลี่ยนผ่านจากสนามหลวงสู่จตุจักร เล่าว่า ขายหนังสือมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่ออยู่สนามหลวงมา 10 กว่าปี และย้ายมาอยู่ที่นี่เกือบ 20 ปี สมัยก่อนขายดีมาก เพราะที่สนามหลวงเป็นแหล่งต่อรถ มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนเยอะ กลุ่มลูกค้าจึงเป็นเด็กและนักศึกษา


 ”เมื่อก่อนคนต่างชาติไม่ค่อยเยอะ เราเป็นกลุ่มแรกๆ ของไทยที่เปิดซุ้มขายหนังสือกัน แต่พอย้ายมาจตุจักรแรกๆ ก็เงียบเพราะเป็นแหล่งค้าขายใหม่ พื้นที่ข้างเคียงยังเป็นทุ่งนา ขายแทบไม่ได้ แต่อยู่มา 3-4 ปีก็เริ่มดีขึ้น มีหมอชิตมาเปิด มีการพัฒนาพื้นที่ คนก็เยอะขึ้นเพราะก็เป็นจุดต่อรถจุดใหญ่ก็ได้ลูกค้าต่างจังหวัดและต่างชาติเพิ่มขึ้น และทุกวันนี้จตุจักรไปมาสะดวกขึ้น” เจ้าของร้านดิลกบุ๊ค บอกเล่าความหลัง


  ดนัยบอกอีกว่า ร้านค้าแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าหนังสือเก่าหรือมือสอง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60-70 เจ้า ยิ่งพอตลาดพัฒนาไปในระดับโลก คนต่างชาติก็อยากเข้ามาเดินมากขึ้น และความที่หนังสือที่นี่ราคาถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้า ทำให้มีลูกค้าที่หลากหลาย นอกจากคนต่างชาติแล้วยังมีนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ข้าราชการ ผู้บริหาร หรือผู้รู้ในแวดวงต่างๆ แวะเวียนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างกันอยู่เสมอๆ เหมือนเป็นสภากาแฟที่คนจากทุกสารทิศมาเจอกันที่จตุจักร ได้มาถกประเด็นหรือแชร์ความรู้และไอเดีย มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ บางคนได้รู้จักกันจากที่นี่ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่สโตร์ตามห้างไม่มี ทำให้เกิดวิถีการค้าขายฉันเพื่อนพี่น้องมากกว่าการเป็นพ่อค้ากับลูกค้า


 ”พวกเราจะคุยกันช่วยเหลือกันมาตลอด รู้จักกันมาตั้งแต่สนามหลวงพอมาอยู่ด้วยกันที่นี่เราก็ผูกพันกับที่นี่ด้วย เพราะมันเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง ร้านหนังสือเปิดทุกวันขายได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง เราแวะมาเจอกันนั่งจัดล็อกหนังสือไปคุยกันไป มันก็เป็นความผูกพันอย่างหนึ่งซึ่งก็อยากให้ลักษณะแบบนี้ยังคงอยู่ แต่มันก็มีข่าวว่าล็อกหนังสือข้างในจะปรับปรุงใหม่ ก็อยากบอกว่าถ้าจะทำก็ให้คงเอกลักษณ์เอาไว้ว่าให้เป็นโซนของหนังสือมือสอง ราคาถูก ลูกค้าซื้อหาได้ง่าย”


 เสน่ห์แบบนี้กลายเป็นจุดแข็งของจตุจักรที่มีพลังดึงดูดคนมากกว่าแค่คำว่า ‘ของเยอะ’ อีกหนึ่งคนที่แสดงทัศนะในแนวทางเดียวกันคือ บุญรัตน์ แซ่แต้ เจ้าของร้านแผง 22 จตุจักร เล่าว่า ตนเป็นรุ่นบุกเบิกของแผงขายหนังสือเก่า จากแผงเล็กๆ ที่สนามหลวงย้ายมาสู่พื้นที่กว้างใหญ่ของจตุจักร ซึ่งลูกค้าประจำก็ยอมตามมาซื้อถึงที่นี่ จากที่เคยเห็นตัวกะเปี๊ยก วันนี้ลูกค้าโตๆ กันหมดแล้ว


 รวมถึง ทัศนัย วรวัฒน์ เจ้าของร้าน 55 Book Stall ก็ย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าและลูกค้าว่า การได้มาขายของที่นี่เป็นสิ่งที่เธอมีความสุข ลูกค้าทุกคนมาซื้อหนังสืออย่างสบายใจ ได้คุยกันสนุกสนาน เกิดเป็นเอกลักษณ์ของการซื้อขาย เกิดอำนาจการต่อรอง และทำให้ตลาดนัดจตุจักรมีชื่อเสียง เนื่องจากเสน่ห์แบบนี้เป็นที่ชื่นชอบของคนต่างชาติ


 ”ฝรั่งเขาไม่สนใจหรอกว่าตลาดเบียดกัน เดินแออัด เพราะแบบนี้มันเป็นวิถีชาวบ้านที่มีเอกลักษณ์ บางคนเขามีความสุขกับตรงนี้จริงๆ ลูกค้าที่ร้านใครอยากจะแกะก็แกะ อยากจะเปิดก็เปิดดูได้ ใครอยากจะต่อราคาก็ได้ ที่นี่ไม่เคยซีเรียสเรื่องพวกนี้ บางคนทำกองหนังสือล้มก็ล้มไป ถ้ามาหาหนังสือแล้วไม่ล้มสิแปลกเพราะหนังสือกองเป็นภูเขาอย่างนั้น”

แฮนเมดก่อเกิด


 นอกจากกลุ่มผู้ค้าดั้งเดิมแล้ว ความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของคนจตุจักรคือ ‘ตัวสินค้า’ เพราะที่นี่เป็นเหมือนแหล่งรวมของสินค้าแฮนเมดหายาก และมีสินค้าที่เป็นยูนีค ไม่ใช่ของโหลจากโรงงาน แต่เป็นชิ้นงานที่เกิดจากความใส่ใจ บวกไอเดียผ่านการออกแบบเอง  ผลิตเองและขายเอง ซึ่งผู้ค้าในรูปลักษณ์แบบนี้มีอยู่หลายเจ้า บางเจ้าเริ่มตั้งแต่ตั้งไข่ จนสามารถเติบโตสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้าได้ด้วยตลาดนัดแห่งนี้นี่เอง


 อีกหนึ่งเสน่ห์ของงานแฮนเมดที่น่าสนใจ คืองานฝีมือจากชาวเขา ซึ่งตลาดนัดจตุจักรเป็นแห่งเดียวที่มีชาวเขาจริงๆ มาขายของเองทุกสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้า สร้อย หรือพวงกุญแจ


 รัตนา ชาวเขาตัวจริงเจ้าของร้าน รัตนาเฟื่องฟูกิจการ โครงการ 25 เล่าว่า ร้านนี้ขายของแฮนเมดร้อยเปอร์เซ็นต์จากชาวเขาที่เชียงใหม่ ทั้งม้ง อาข่า เย้า มูเซอ ลีซอ และกะเหรี่ยง แรกเริ่มเดิมทีการที่ชาวเขาได้เข้ามาขายของที่นี่เกิดจากหน่วยงานราชการในสมัยนั้นต้องการให้ตลาดนัดจตุจักรเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดและมีสินค้าจากทั่วทุกมุมในไทยมารวมกัน จึงสนับสนุนให้ชาวเขานำสินค้าแฮนเมดของแต่ละเผ่ามาขาย ทางร้านจึงเป็นตัวกลางรับซื้อของจากชาวเขาบนดอยมาขายที่จตุจักร และลูกค้าทั้งฝรั่งหรือคนไทยก็สามารถซื้อของได้โดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงบนดอย


 ”เรามาจัดของตั้งแต่วันศุกร์ ขายเสร็จเย็นวันอาทิตย์ก็กลับบ้านขึ้นดอย ทำอย่างนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ ความเป็นตลาดนัดต้องขายสุดสัปดาห์มันถึงจะพิเศษ พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์เหมือนทุกคนรู้กันว่าต้องมาจตุจักรนะ”


 รัตนายังบอกอีกว่า ตลาดนัดแห่งนี้ดังขึ้นมาได้ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร อย่างการที่มีชาวเขามาขายของให้ถึงมือลูกค้าด้วยตัวเองก็เป็นอีกอย่างที่เป็นจุดขาย ทั้งๆ ที่ตลาดไม่ติดแอร์ ไม่จัดโซนสินค้า คนที่ชอบเดินตลาดจะชอบบรรยากาศแบบนี้อยู่แล้วซึ่งที่นี่สามารถตอบโจทย์ได้หมด มีร้านค้าเยอะมาก มีของทุกอย่าง ทั้งของกินของใช้ของฝาก แถมได้ราคาส่งด้วย เรียกว่ามาที่เดียวมีให้หมดตามต้องการแล้วกลับบ้านได้เลย


 ”มาที่นี่แล้วไม่ต้องไปหลายที่  อันนี้เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ไม่เหมือนที่อื่น ตอนนี้ขายมาเกือบ 30 ปีแล้ว มั่นใจว่าร้านค้าที่มีชาวเขาตัวจริงมาขายแบบนี้ที่ตลาดอื่นไม่มีแน่นอน ในนี้มีประมาณ 200 กว่าร้านที่เป็นร้านชาวเขา ก็อยากให้คงตรงนี้ไว้ เพราะถ้าไปจัดระบบระเบียบของ มันก็ไม่ใช่ตลาดนัด”
 
จตุจักรคือวัฒนธรรม


 ความเป็นจตุจักรนอกจากจะโดดเด่นในเรื่องความหลากหลายของสินค้า ทั้งในแง่ของขนาดและราคา ใครจะเชื่อว่าจตุจักรมีร้านค้าขายแก้วเป๊กเพียงใบละ 5 บาท ไปจนถึงร้านจิวเวลรี่ที่ขายแหวนเพชรวงละ 6 ล้าน หรือผ้าไทยผืนละ 2 แสน มีสินค้าขนาดเล็กที่สุดอย่างแม็กเนทติดตู้เย็น ไปจนถึงงานแกะสลักไม้หรือตู้ไม้ใบเขื่อง


 ตลาดนัดแห่งนี้ยังมีแหล่งรวมสินค้าแนวเดียวกันเรียงรายอยู่ติดๆ กัน หรือจะเรียกว่าชุมชนขนาดเล็กที่แฝงอยู่ก็ได้ อย่างในโครงการ 7 ใครที่เดินเข้าไปอาจลืมไปว่ากำลังเดินอยู่ในตลาด เพราะเหมือนได้เดินชมงานศิลปะในแกลลอรีหรูๆ เนื่องจากแถบนี้จะมีร้านรวงของเหล่าศิลปินทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่มาจัดแสดงภาพวาดและภาพถ่ายหลากหลายสไตล์ และยังมีชุมชนผ้าไหมหรือผ้าทอแบบไทยแท้ๆ ซึ่งแฝงเร้นอยู่ตามซอกซอยต่างๆ ของตลาด แล้วแต่ว่าใครจะขยันเดินเสาะหาเพื่อให้ได้ชมได้ซื้อของที่ชื่นชอบ


 รุ่งชีวัน คำวิชิต เจ้าของร้านทองพันชั่งที่ขายผ้าไทยทอมือมากว่า 16 ปี สะท้อนความเป็นจตุจักรในอีกมุมว่า ตลาดแห่งนี้เป็นอีกสังคมหนึ่งที่มีความผูกพันกันระหว่างผู้ค้าด้วยกันเอง และผู้ค้ากับลูกค้าด้วย ใครๆ ก็สามารถมีเพื่อนใหม่ได้หากมาเดินจตุจักรซึ่งแรกเริ่มเธอก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าของจตุจักร ชอบมาเดินเพราะเห็นว่าการมาเที่ยวที่นี่มันเป็นไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนาน มีสินค้าหลากหลาย มีผู้ค้ามาจากทั่วทุกแห่ง มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ซื้อของและพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกันในหลายๆ แวดวง


 ”มันเป็นสังคมอีกสังคมหนึ่งไปแล้ว พอถึงเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องมาเจอกันที่นี่ คุยงานกัน ได้ครีเอทผลงานกันจากที่นี่เลยนะ แล้วสินค้าพวกนี้มันมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป มันโยงใยถึงคนชนบทที่เขาเป็นคนทอผ้าพวกนี้โดยตรง บางทีเราก็มีการรวมตัวกลุ่มลูกค้าที่เป็นขาประจำแล้วนัดกันไปเที่ยวบ้านชาวบ้านที่เป็นช่างทอ และก็ไปช่วยเขาดีไซน์ลายผ้าให้แตกไลน์ออกไปอีก”


 เธอบอกอีกว่าการยึดอาชีพค้าขายที่จตุจักร ทำให้เธอเติบโตในแวดวงธุรกิจผ้าทอได้อย่างเต็มภาคภูมิ จากแรกเริ่มเปิดร้านเพียงล็อกเดียวจนสามารถขยายได้อีก 6 ล็อก และในที่สุดก็สามารถส่งออกได้ จึงลดขนาดหน้าร้านให้เล็กลงให้พออยู่ได้แบบพอเพียง กลายเป็นว่าการมาตลาดทุกสุดสัปดาห์ไม่ได้มาเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า แต่มาเพื่อพูดคุยทักทายเพื่อนสนิทมิตรสหายมากกว่า


 ”ถ้าไม่ได้มามันเหงา มันเป็นความเคยชินว่าเสาร์อาทิตย์ต้องมาหาเพื่อนๆ มาคุยกันเรื่องผ้าโบราณ ผ้าทอมือ ศิลปะบนผืนผ้าต่างๆ ก็รู้จักกันไปเรื่อยๆ  คือเราเติบโตมาได้ด้วยคำว่าจตุจักร จตุจักรเป็นตลาดที่ให้โอกาสคนที่รัก กล้า และสู้ การขายของในตลาดสามารถเป็นอาชีพได้ อาจจะมาจากงานอดิเรกของเราก็ได้ แต่มาที่นี่มันมีมูลค่า”


 เจ้าของร้านทองพันชั่ง ย้ำว่าคนรุ่นใหม่ยังสามารถเติบโตในธุรกิจการค้าที่ตลาดนัดแห่งนี้ได้อีกเรื่อยๆ หากคนคนนั้นมีความรัก ความตั้งใจ หากมีใจให้มา จตุจักรก็พร้อมจะให้ใจกลับไป และเธอมองว่าวัฒนธรรมของที่นี่ไม่ใช่ตลาดสด แต่ที่นี่คือศิลปะการใช้ชีวิตของผู้คน จตุจักรคือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งไปแล้ว หากพร้อมใช้ชีวิตในวิถีแบบนี้ มีสไตล์และความโดดเด่นในตัวเอง ก็ย่อมอยู่และเติบโตได้ ขณะเดียวกันผู้ค้าคนเก่าก็ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง


 ”การใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน เป็นกันเองแบบนี้แหละที่เราคิดว่าเป็นเสน่ห์ มีความหลากหลายของผู้คน ลูกค้าของที่นี่นะมีตั้งแต่คนทั่วไป อาจารย์ ท่านผู้หญิง ดอกเตอร์ ภรรยาทูต หรือแม้แต่คุณยายแก่ๆ โนเนม ก็มาที่นี่ เพราะมันมีของเยอะทั้งถูกและแพง ต่อราคาก็ได้ มาแล้วตื่นตาตื่นใจ ลูกค้าเดินเข้าออกเปรียบเทียบราคาได้ตามสบาย และที่สำคัญมันคือตลาด Only weekend”


 ที่นี่อาจเป็นตลาดที่สะท้อนนิสัยของคนไทยได้ดีที่สุด มีทั้งความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา สดใส มีทั้งแม่ค้าปากตลาด แม่ค้าผู้ดี พ่อค้ารุ่นลายคราม ที่สำคัญมันยังรวมสินค้าของทุกจังหวัดมาอยู่ในที่เดียวกัน ถือเป็น SME แบบรากหญ้าโดยแท้จริง

 

Live in ‘จตุจักร’ – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

Categories: home | Tags: , , , , | 3 Comments

ชีวิตที่กำลังจะเปลี่ยนไป

บทวิเคราะห์ต่างประเทศหลายชิ้นสรุปตรงกันว่าเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาสิ่งที่เราคุ้นเคย 5 อย่างในการใช้วิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนโตอาจจะหายไป

 

จากบทความเรื่อง  “5 Things We Fear New Technologies Will Replace” 

ซึ่งผู้เขียนได้ แสดงทัศน ว่า อะไรบ้าง ที่กำลังจะเปลี่ยนไป จากสิ่งที่พวกเราเคยทำกันอยู่

ในชีวิตประจำวัน ทุกสิ่งที่เราเคยทำในอดีต กำลังจะถูกแทนที่ ด้วย “สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ”

หรือ “วิถีชีวิตอย่างใหม่ๆ”ไม่ว่าจะเป็น การดูหนังฟังเพลง-โทรศัพท์ได้พร้อมๆ กันจากหน้าจออุปกรณ์พกพาที่ใช้อยู่ เช่น ไอแพด, การใช้คำสั่งเสียงแทนการพิมพ์จากแป้น ที่แม้มีมานานแล้วแต่ก็ฮือฮากันไปทั่วด้วยความแรงของโปรแกรมที่ชื่อว่า Siri ในไอโฟน 4เอส (ที่ฟังภาษาไทยออกด้วย), การแชร์ข้อมูลต่างๆ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ “ง่ายขึ้น” เพราะไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ว่าจะแชร์ไปให้ใคร เป็นต้น

อย่างแรกที่สุด ก็คือ “หนังสือเป็นเล่ม” ซึ่งถูกสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ทั้งไอแพด  คินเดิล (เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จากร้านอเมซอน)

รวมถึงมือถือสมาร์ทโฟน คุกคามรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนหนอนหนังสือทั่วโลกเริ่มมีหนังสือปกใหม่ๆ มาให้เลือกซื้อน้อยลงไปทุกปี

ที่เผชิญความเสี่ยงระดับใกล้เคียงกันก็คือ หนังสือพิมพ์ ที่ยังมีเว็บไซต์ข่าวร่วมถล่มด้วย เพราะผู้อ่านสามารถเข้าไปแสดงความเห็นและโต้ตอบกันได้แบบทันใจ เร็วขึ้น และแน่นอนว่าประหยัดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อที่น่าตกใจที่สุดคือ ครู และโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนบางแห่งในเกาหลีใต้ เริ่มนำหุ่นยนต์ครูมาสอนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ขณะที่มีสถาบันการศึกษาในหลายประเทศ พัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนที่ไม่ต้องใช้ครู รวมถึงนำหลักสูตรการเรียนการสอนผ่านคอมพิวเตอร์มาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้นั่งเรียนจากที่ใดก็ได้

ส่วนในประเทศไทย ก็เกิด กระแสช็อควงการศึกษา เมื่อจะมีการนำเอา แท็บเบล็ท (กระดานอิเลคโทรนิคส์)มาใช้ในการเล่าเรียนเขียนอ่าน ตั้งแต่เด็กเล็กๆ ซึ่งทำให้เกิด การต่อต้านในวงกว้าง

ส่วนอันดับสุดท้าย เชื่อว่าทุกคนคงเดาได้ เพราะทุกวันนี้เราแทบจะใช้แต่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ จนลืมนึกถึงวิธีส่งจดหมายแบบเดิมๆ ไปหมดแล้ว  ไม่แน่ว่าอีกไม่ช้า เราคงได้จัดกิจกรรมไว้อาลัยให้กับ “จดหมาย” ฉบับสุดท้าย เหมือนเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้าที่เพิ่งจัดไว้อาลัย “โทรเลข” ฉบับสุดท้ายในประเทศไทยไป

 

 

Categories: home | Tags: , , | 103 Comments

“เป็นอยู่คือ”

เป็นรายการทางช่องไทยบีพีเอส

 

“เป็น อยู่คือ” เทปล่าสุดเราขึ้นไปที่ดอยดินแดง จังหวัดเชียงราย โรงงานเซรามิกส์ของ อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ผู้เป็นทั้งช่างปั้นและศิลปิน

เราพูดคุยกันหลายเรื่องตั้งแต่เรื่องเครื่องปั้นดินเผา ไล่เลยไปถึงปรัชญาความงาม ทั้งในผลงานและการใช้ชีวิต

อาจารย์สมลักษณ์เล่าให้ฟังว่า ความงามนั้นมีหลายแบบ ตามแต่รสนิยมและประสบการณ์ที่เพาะบ่มมาของแต่ละคน

“มันขึ้นอยู่กับว่าคุณไปรับอะไรมา ใส่อะไรเข้าไปในตัว ความสวยของผมกับของคุณก็ไม่เหมือนกัน”

สมัย หนุ่มๆ อาจารย์เป็นนักเขียนลายฝีมือดีคนหนึ่ง ตอนนั้นอาจารย์ชื่นชอบความงามของลวดลาย อาจารย์บอกว่า “คนไทยส่วนหนึ่งก็ชอบความเยอะ ประดับตกแต่งเยอะๆ ก็เป็นรสนิยมแบบหนึ่งของคนไทย สีสันเยอะๆ รสจัดสักหน่อย”

แต่เมื่อ เวลาผ่านไป อายุมากขึ้น บวกกับการได้ไปศึกษาวิชาเซรามิกส์จากประเทศญี่ปุ่นที่มีปรัชญาความงามบาง สำนักที่ชื่นชมความงามแบบธรรมชาติ

ไม่สม่ำเสมอ คาดเดาไม่ได้ ไม่เป๊ะ ถ่อมตัว ไม่ประดับตกแต่งฟุ่มเฟือย

อาจารย์ก็ค่อยๆ ซึมซับและก็ค้นพบว่าความชอบของตัวเองค่อยๆ เปลี่ยนไปเช่นกัน

ตัวตนของอาจารย์เท่าที่ได้สัมผัสจากการพูดคุยกันก็คล้ายๆ ผลงานของแก

เป็นธรรมชาติ ธรรมดาๆ เป็นกันเอง แต่งตัวง่ายๆ พูดคุยง่ายๆ

แก บอกว่า “เวลาผมคิดอะไรผมชอบคิดง่ายๆ อย่างชื่อดอยดินแดงนี่ก็ตั้งง่ายๆ ดินที่นี่มันสีแดงก็ตั้งชื่อนี้ ข้างหลังมีภูเขาสามลูกก็เลยทำโลโก้เป็นรูปภูเขาสามลูก” อาจารย์เล่าไปยิ้มไป “แต่ก็เป็นความง่ายที่คิดแล้วนะ มันต่างจากมักง่ายนะ” ว่าแล้วแกก็หัวเราะจนเคราสั่น

คุยกันไปเรื่อยๆ ผมสงสัยว่าความงามสำหรับอาจารย์นั้นเป็นอย่างไร จึงลองเอ่ยถาม

อาจารย์ ให้คำตอบว่า “ความงามนี่มันแล้วแต่นะ บางทีความงามอาจจะไม่โดดเด่นก็ได้” ว่าแล้วแกก็ชี้ให้ดูต้นไม้ “ดูอย่างต้นไม้สิ กิ่งก้านใบของมันไม่มีสีสันอะไรรุนแรง เรียบๆ แต่มันก็ได้ทำหน้าที่ชูดอกไม้ที่มีสีสันสดสวยให้โดดเด่นเพื่อล่อแมลง เมื่อดูรวมๆ ก็สวยงาม ก็เหมือนกับแจกันบางชิ้น เราไม่ต้องปั้นให้รูปทรงมันแปลกประหลาดไปแข่งกับดอกไม้ ปั้นรูปทรงเรียบๆ แต่พอปักดอกไม้แล้วดอกไม้โดดเด่น แบบนั้นก็เป็นแจกันที่สวยเช่นกัน”

สวยแม้ไม่โดดเด่น

เคล็ดลับความงามของสรรพสิ่งอาจจะอยู่ตรงนี้

ความพอดี และเหมาะเจาะ

ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดจากการตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง

ฟังแล้วนึกถึงการทำงานเป็นทีม ออฟฟิศสักแห่ง ห้องประชุมสักห้อง กองถ่ายหนังสักกอง ทีมฟุตบอลสักทีม นิตยสารสักเล่ม สังคมสักสังคม

บางครั้งเราก็เป็นแจกัน บางครั้งเราก็เป็นดอกไม้

เป็นอย่างไรให้สวย?

ผมก็หาคำตอบอยู่เหมือนกันครับ

 

www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326342305&grpid=no&catid=&subcatid=

Categories: home | Tags: , , | 4 Comments

ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับสู่เวปไซด์  two-gen.com

เราคือใคร……..

 

เพื่อนๆ รุ่น….Heavy ทีมีอารมณ์เดียวกัน คือ อยากจะทำเวปไซต์ตามใจตัวเอง
พร้อมกับรุ่น….Junior ที่มีมุมมอง และความสนใจ ในคนละเรื่องเดียวกัน

ก็เลยคิดว่า น่าจะมาอยู่ด้วยกัน ในเวปไซต์นี้
เพื่อสร้างความผูกพันระหว่าง คน 2 วัย ให้เดิน ไปด้วยกัน

Two-gen จึงหมายถึง 2 วัย  นะฮับ….Two generations
ไม่ใช่ ……Two generators

เรามีอะไรมั่ง

 เรื่องสาระเบ็ตเตล็ด ตามที่อยากเขียน หรืออยากเล่า หรืออยากถาม
เช่น เรื่องสมัยโน้นนนนนนนน เรื่องข้างบ้าน…..(อิ อิ)

 เรื่องโดนตี…..เอ๊ย……ดนตรี
(แบบ ไม่ใช่ตำราเรียน นะฮับ…..แต่ก็ไม่ใช่ โปรโมทเพลง)

 เรื่อง กิจกรรม บันเทิงมั่ง ไม่บันเทิงมั่ง งานอดิเรก
เช่น ท่องเทียว เพื่อที่จะเสียเงิน แล้ว จะได้เรื่องหรือเปล่า ก็ไม่รู้
หรือ เรื่อง เกมส์ (ที่ไม่ใช่การพนัน นะก๊าบบบบบ)

 Odds&Ends

Categories: home | Tags: | 180 Comments