'Posted

ผู้เขียน หัวข้อ: จาก สำนักข่าวอิสรา  (อ่าน 392 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ aquarious

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3595
  • ความนิยม +5/-0
จาก สำนักข่าวอิสรา
« เมื่อ: มีนาคม 01, 2013, 03:13:06 pm »
ทีม สมช.ประเดิมพูดคุย "ฮัสซัน ตอยิบ" – จับตาก๊วนรอเจรจาเคลื่อนไหวคึก
วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 07:19 น

คณะของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเดิมเปิดการ "พูดคุย" กับกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนกลุ่มแรกในช่วงสายของวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.พ.2556 ณ สถานที่ปิดลับแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย





พล.ท.ภราดร และคณะ ซึ่งประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ตั้งแต่เมื่อบ่ายวันพุธที่ 27 ก.พ. ด้านหนึ่งเพื่อเตรียมการก่อนการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมประจำปีของทั้งสองประเทศ (Annual Consultation) ครั้งที่ 5 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.พ.โดยมีกำหนดการเข้าพบหารือกับ นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ปุตราจายาด้วย

          ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คณะของ พล.ท.ภราดร ได้เตรียมเปิดการพูดคุยกับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน จากการประสานงานและอำนวยความสะดวกของทางการมาเลเซีย ตามที่ได้ตกลงกันไว้ช่วงการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างไม่เป็นทางการของ พล.ท.ภราดร และคณะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ให้ฝ่ายความมั่นคงมาเลเซียมีบทบาทเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (facilitator) ให้เกิดการพูดคุย ขณะที่ พล.ท.ภราดร ในฐานะเลขาธิการ สมช. จะเป็นผู้แทนฝ่ายไทยในกระบวนการพูดคุยกับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐนับแต่นี้เป็นต้นไป

          สำหรับผู้นำขบวนการกลุ่มแรกที่เข้าพบปะพูดคุยกับคณะของเลขาธิการ สมช. นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มพูโล ทั้งนี้ การพบปะกันจัดขึ้น ณ สถานที่ปิดลับแห่งหนึ่งในมาเลเซีย โดยบุคคลสำคัญฝ่ายไทยผู้ที่ร่วมอยู่ในวงพูดคุย นอกจาก พล.ท.ภราดร พ.ต.อ.ทวี และ พล.อ.นิพัทธ์ แล้ว ยังมีผู้แทนของผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้แทนของเสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการและเลขาธิการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.และเลขาธิการ รมน.) พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนฝ่ายปกครองด้วย

          ภายหลังการพูดคุย คณะของ พล.ท.ภราดร จะเดินทางไปสมทบกับคณะของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ปุตราจายา และอาจมีแถลงข่าวเรื่องนี้ในช่วงของการแถลงผลการประชุมร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

          อนึ่ง แหล่งข่าวที่ร่วมในกระบวนการพูดคุย ให้ข้อมูลว่า นายฮัสซัน ตอยิบ เป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น แต่จากการตรวจสอบข่าวเปิดเก่าๆ ที่เกี่ยวกับนายฮัสซัน ระบุว่าเขาเป็นแกนนำองค์กรพูโลสายเก่า พำนักอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยมีข่าวบางแหล่งอ้างว่าเขาเป็นผู้ดูแลเรื่องที่พักให้กับแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายคนระหว่างที่พำนักอยู่ในมาเลเซีย และเคยมีแผนเดินทางกลับมารายงานตัวกับทางการไทยด้วย

          นายฮัสซัน ตอยิบ ตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปีที่แล้วว่าร่วมอยู่ในวงพูดคุยเจรจาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ กับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลายคน ณ โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย หลังจากนั้นได้เกิดเหตุคาร์บอมบ์ครั้งใหญ่ที่โรงแรมลีการ์เด้นส์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และที่ อ.เมือง จ.ยะลา ในวันที่ 31 มี.ค.2555 มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

          อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานใดๆ ชี้ชัดว่าเหตุคาร์บอมบ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับข่าวการพูดคุยของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยกับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เพียงแต่มีบทวิเคราะห์หลายชิ้นระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ปฏิบัติการอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน ไม่พอใจการเปิดเวทีพูดคุยดังกล่าว จึงก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่เพื่อส่งสัญญาณ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยดังกล่าวเกิดขึ้น และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

          แหล่งข่าวที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้รายหนึ่ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายฮัสซัน ตอยิบ เคยติดต่อประสานงานกับทีมงานของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งแต่สมัยที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงก่อนการรัฐประหารปี 2549 ขณะที่ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ มีข่าวว่าได้พยายามทาบทาม พล.อ.ชวลิต ให้กลับมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงหลายครั้ง แต่ พล.อ.ชวลิต ปฏิเสธ

           เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูการพัฒนาตามวิถีวัฒธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ วุฒิสภา เมื่อวันพุธที่ 27 ก.พ. ได้มีการเชิญ นาย Yasri Khan จากสวีเดน ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเป็นลูกของคนปัตตานีที่ต้องลี้ภัยไปอยู่สวีเดน เข้าชี้แจง โดยการประสานงานของทีมงานสถาบันพระปกเกล้า

          แหล่งข่าวที่เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลว่า นาย Yasri Khan ระบุว่ารัฐบาลไทยต้องเร่งจัดการพูดคุยกับกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ ก่อนที่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะทั้งสวีเดน สหภาพยุโรป (อียู) และองค์กรความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ล้วนต้องการยื่นมือเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

          ก่อนหน้านี้ เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (24-25 ก.พ.) รายการข่าวโทรทัศน์ช่องหนึ่งได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ นายกัสตูรี มาห์โกตา ที่อ้างตัวว่าเป็นประธานองค์กรพูโล โดยนายกัสตูรีบอกว่าเขาและพูโลพร้อมเจรจากับรัฐไทย และแม้เขาจะมีเป้าหมายคือเอกราชรัฐปัตตานี แต่ก็พร้อมรับฟังข้อเสนออื่นๆ ของไทย

          ทั้งนี้ การเผยแพร่บทสัมภาษณ์ดังกล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทย ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งบุคลากรของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ นักวิชาการ รวมถึงในสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า สำนักสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ ศอ.บต. ได้นำคลิปวีดีโอบทสัมภาษณ์นายกัสตูรี ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ด้วย

          แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญปัญหาชายแดนใต้และเกาะติดสถานการณ์มายาวนาน กล่าวว่า บรรยากาศตอนนี้ดูเหมือนกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหลายกลุ่มจับทางรัฐบาลได้ว่าต้องการเปิดการพูดคุยเจรจา จึงเสนอตัวและมีความเคลื่อนไหวหลายด้านพร้อมกัน แต่เรื่องนี้อยากให้รัฐบาลระมัดระวัง เพราะกลุ่มที่เสนอตัวพูดคุยส่วนใหญ๋ไม่ได้มีส่วนหรืออิทธิพลใดๆ เหนือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ปัจจุบัน หากมีการส่งสัญญาณผิด อาจทำให้เกิดการสร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้นอีก และคนที่เดือดร้อนย่อมหนีไม่พ้นประชาชน


http://www.isranews.org/

ออฟไลน์ aquarious

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3595
  • ความนิยม +5/-0
Re: จาก สำนักข่าวอิสรา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 01, 2013, 03:33:31 pm »
อย่างไรก็ตาม ในเวปไซต์เดียวกัน ก็มีคนวิจารณ์ไว้ว่า....


......
ผมเองก็เดาไม่ออกว่าสถานการณ์ในระยะสั้นจะพลิกผันไปอย่างไร แต่เท่าที่พูดคุยกับ "คนใน" ของหน่วยงานความมั่นคง ทำให้ได้ทราบ "ยุทธศาสตร์" หรือ "การเดินเกม" ของรัฐบาลอยู่พอสมควร จึงขอเอามาถ่ายทอดดังนี้

          - รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเองก็ทราบว่า พวกที่ "อยู่ข้างนอก" ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตัวจริง แม้จะเคยมีอิทธิพลสูงในอดีต แต่ปัจจุบันเป็นคนละเรื่อง ทว่าการเปิดโต๊ะเจรจาจะเป็นการ "ล็อค" ไม่ให้กลุ่มนี้หวนกลับมาเคลื่อนไหวอีก

          - การให้ความสำคัญกับมาเลเซียในฐานะเสมือนเป็น "ตัวกลางการเจรจา" ย่อมส่งผลให้องคาพยพต่างๆ ของมาเลย์หยุดสนับสนุนขบวนการก่อเหตุรุนแรงในฝั่งไทยไปด้วยในตัว ขณะที่มาเลย์ก็เพิ่งได้รับการยอมรับอย่างสูงในกระบวนการเจรจาสันติภาพจนนำไปสู่ "ข้อตกลงหยุดยิง" ระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่มโมโรด้วย

          - อีกด้านหนึ่งรัฐก็ใช้กลไก ศอ.บต.เข้าไปช่วยเหลือดูแลผู้ประกอบการร้าน "ต้มยำกุ้ง" เพื่อปิดช่องทางการให้ความช่วยเหลือทั้งเม็ดเงินและที่หลบซ่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีผู้ประกอบการบางส่วนให้การสนับสนุนจริง เมื่อบวกกับข้อตกลงที่ไทยจะทำกับมาเลย์เรื่อง "คนสองสัญชาติ" ก็จะทำให้การเคลื่อนไหวข้ามแดนทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม

          - พร้อมกันนี้รัฐบาลก็จะใช้กลไกลของกระทรวงการต่างประเทศ ทำความเข้าใจกับ "โอไอซี" หรือ องค์กรความร่วมมืออิสลาม ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อไทยให้บทบาทมาเลย์ในฐานะ "ตัวกลางเจรจา" มาเลย์ซึ่งเป็นชาติมุสลิมหนึ่งในสมาชิกโอไอซี ย่อมช่วยไทยในเวทีโอไอซีอีกแรง (ขณะที่ "คดีซาอุฯ" รัฐบาลก็กำลังทำอย่างขะมักเขม้น)

          - ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์ปิดล้อมกลุ่มขบวนการในพื้นที่ ตัดการสนับสนุนช่วยเหลือจาก "ข้างนอก" ให้หมด เหมือนเมื่อครั้งที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในสงครามปราบคอมมิวนิสต์ ด้วยการไปเจรจากับจีนให้หยุดการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

          ส่วนขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ "ข้างใน" ก็มีทั้งมาตรการทางทหารกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง และมีมาตรการทางกฎหมาย คือ มาตรา 21 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ กับกลุ่มที่พร้อมวางอาวุธ เปิดทางให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับครอบครัว

          นี่คือ "แผนยุทธศาสตร์" ที่วางเอาไว้ หากมีอุปสรรคปัญหาระหว่างทางบ้างก็คงต้องค่อยๆ คลี่คลายกันไป แต่ที่น่าตกใจคือเกือบทั้งหมดนี้เป็นการทำงานของ "ฝ่ายประจำ" ขณะที่ "ฝ่ายการเมือง" ยังไม่ได้สำแดงฝีมือให้เห็นเด่นชัด

          คำถามก็คือ เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแรงพอที่จะผลักดันให้สถานการณ์ก้าวพ้นความรุนแรงรายวัน ไปสู่โจทย์เจรจาสันติภาพได้หรือไม่?

--------------------------------------------



หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์แกะรอย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปกโฟกัส ฉบับวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556